ว่าด้วยเรื่องต้นทุนที่แท้จริงกับการเป็นเจ้าของ ERP หรือ TOTAL COST OF OWNERSHIP (TCO)

สำหรับการที่บริษัทมีความประสงค์ที่จะนำระบบ ERP เข้ามาใช้ในการบริหารจัดการภายในบริษัทนั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่วิเศษมาก และมีประโยชน์กับบริษัทมาก ไม่ว่าจะมองกันในมุมไหนก็ตาม แต่จากที่ความเป็นจริงนั้น ยังมีคนส่วนมากมองหรือคำนึงถึงเพียงแค่ budget ของการซื้อและ Implement ระบบ ERP เพียงเท่านั้น ซึ่งอาจจะมีมุมมองเรื่องของการ customization หรือพัฒนาส่วนต่อเติมเพื่อให้ตอบสนองกับธรุกิจเฉพาะบางระบบงานหรือหลาย ๆ ส่วน แต่นั้นก็ยังไม่ครอบคลุมสำหรับคำว่า TCO หรือ Total cost of ownership ซึ่งก็คือต้นทุนทั้งหมดที่ใช้เพื่อเป็นเจ้าของระบบ ERP มาใช้ในบริษัทนั้นเอง ซึ่งโดยปรกติแล้วเราจะมองที่ ROI หรือ Return of investment ซึ่งก็คือการคืนทุนนั้นเอง โดยปรกติเราจะมองระบบ ERP ว่าจะควรสามารถมี ROI ภายในระยะเวลา 3 ปี และใช้งานต่อเนื่องอีก 5 ปี ถึงจะเริ่ม Investment กันใหม่อีกรอบ

ABB_CostOfOwnership-01

เอาล่ะเราก็จะนำทั้งในส่วนของ TCO กับ ROI ทั้งสองตัวนี้มาพิจารณากันให้มากขึ้นด้วย ข้อคิดดังนี้ ถ้าเราต้องการทราบว่า ต้นทุนทั้งหมดที่จะต้องใช้เพื่อให้ได้มาซึ่งระบบ ERP ที่จะทำให้ ROI ภายใน 3 ปี และกำไรอีก 2 ปี ซึ่ง TCO จำเป็นต้องคิดทั้งหมดในระยะเวลาที่เป็นเจ้าของ ดังนั้นคือใช้งานระบบ ERP เป็นระยะเวลา 5 ปีนั้นเอง ซึ่งตรงนี้เองหลาย ๆ บริษัทจะพิจารณาแค่ 3 ปี และคิดคำนึงถึงค่าใช้จ่ายที่ไม่ครอบคลุม คือรายการดังต่อไปนี้

1 ค่าซอฟต์แวร์ ERP (Microsoft Dynamics AX 2012 เป็นต้น)

2 ค่าติดตั้งระบบและฝึกอบรม เพื่อให้สามารถใช้งาน ERP ได้

3 ค่าเขียนโปรแกรม เพื่อปรับแต่งให้ ERP สามารถตอบสนองความต้องการของระบบภายในบริษัทได้

4 ค่าต่ออายุประกันซอฟต์แวร์ หรือค่าใช้จ่ายประกันบริการหลังการขาย ผ่านทางการให้บริการทางโทรศัพท์เมื่อมีปัญหาการใช้งาน

ในส่วนของ 1-3 นั้นเราเรียกว่า  Initial cost

ในส่วนที่ 4 น้นเราเรียกว่า Maintenance cost

ในความเป็นจริงแล้วนั้นเมื่อคิดกันดี ๆ จะพบว่ามันมีวาระซ่อนเร้นของผู้ขาย เช่นเรื่องของ ความเสี่ยงและโอกาส ซึ่งมันค่อนข้างคลุมเครือและยากที่จะกำหนด ทำให้ผู้ขายจะพยายาม ที่จะทำให้ผู้ขายรายอื่น ๆ ดูมีความเสี่ยง บริษัทที่ปรึกษาขนาดใหญ่ชอบที่จะบอกว่าการใช้บริการกับ บริษัทที่ปรึกษาขนาดเล็กนั้นจะมีความเสี่ยง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วนั้นมันไม่ใช่ประเด็นที่จะต้องมีความกังวลใด ๆ เพราะบริษัทไม่ใช่น้ำแข็ง มันจึงไม่สามารถละลายหายไปในข้ามคืนได้ แต่ความเป็นจริงนั้นกับพบว่า กลายเป็นว่าบริษัทที่ปรึกษาขนาดเล็กนั้นจะให้ความสนใจใกล้ชิดกับความต้องการของคุณมากกว่าบริษัทใหญ่เสียอีก และไม่น้อยที่เจ้าของบริษัทหรือผู้บริหารระดับสูงของบริษัทขนาดเล็กจะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ หากเกิดขึ้นและใส่ใจกับการให้บริการ สำหรับคุณมากกว่า ซึ่งจะแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับบริษัทใหญ่ที่เจ้าของหรือผู้บริหารระดับสูงนั้นมองเพียงผลกำไรเท่านั้น โดยไม่สนใจกับคุณภาพและบริการที่ลูกน้องได้กระทำกับลูกค้า.

สำหรับต้นทุนค่าเสียโอกาสนั้นเป็นต้นทุนที่มีราคาแพงมาก เราอยากให้คุณเห็นภาพคำว่าสูญเสียโอกาสทางธรุกิจ นั้นจะสร้างความเจ็บปวด ปวดร้าว และความเสียหายให้กับคุณได้ขนาดไหน เช่น บริษัทคุุณริเริ่มพัฒนาระบบบริหารงาน โดยใช้โปรแกรม ERP ก่อนคู่แข่ง แต่ทำมาแล้ว 5 ปี ไม่ประสบความสำเร็จ ใช้จ่ายเงินไปกว่า 20 ล้านบาท โดยเทียบกับคู่แข่ง ใช้ระบบ ERP ล้าหลังกว่าเรา 2 ปีแต่ตอนนี้ประสบความสำเร็จแล้ว และกำลังแย่งลูกค้าหลัก และยอดขายสินค้าของเราไป เนื่องจากการบริการที่ดีกว่า รวดเร็วกว่า และทันสมัยกว่า อาจรวมถึงสามารถลดต้นทุนการผลิตได้อีกด้วย คุณคิดว่า ค่าสูญเสียโอกาสในครั้งนี้ คุณจะประเมินราคามันเท่าใด 100 ล้านบาท? 500 ล้านบาท? หรือมากกว่านั้น ซึ่งวันนั้นคุณจะจ่ายเงินอีก 1,000 ล้านบาท คุณก็เอาเวลา 5 ปีกลับมาไม่ได้ สำหรับบริษัท ชัวร์ ซัคเซค โซลูชั่น จำกัด เราตะหนักในเรื่องนี้ดี ซึ่งเป็นปณิธานของผู้บริหารระดับสูงของเราได้ให้กับลูกค้าทุกท่าน

-Software Cost

License cost + base/server cost
Client side cost (if any)
Integration
Purchasing process (how many vendors?)
Migration
-Operating Costs
Training
Insurance
IT staff
Management time
Electricity
Floor space
Outage costs
Back-up/recovery cost
-Annual cost
Maintenance
-Server cost
Other product costs that are required, like a database, web-server, etc. (Even if you already have these things, you might need more, or to keep or support them longer.)
-Risk cost
-Opportunity cost

 

structure

 

อ้างอิงข้อมูลพื้นฐานความจริง

http://en.wikipedia.org/wiki/Total_cost_of_ownership

Click Here